กระโดดบันจี้จัมพ์ที่ นิวซีแลนด์ ความท้าทายที่คุณสัมผัสได้

บันจี้จัมพ์ ( Bungy Jump ) เป็นกีฬาที่อาศัยความท้าทายที่ผู้เล่นจะต้องกระโดดลงมาจากที่สูงโดยที่มีเชือกรัดไว้ที่ขา ซ่งกีฬาสุดท้าทายนี้ส่วนมากจะเล่นบนสถานที่สูงๆ เช่น สะพาน อาคารสูง การกระโดดบันจี้จัมพ์ ในการเตรียมตัว ผู้เล่นต้องชั่งน้ำหนักโดยปลดทรัพย์สินหรือเครื่องแต่งกายที่ไม่จำเป็นออกเพื่อชั่งน้ำหนักอย่างแท้จริง เพื่อที่ผู้ควบคุมการกระโดดหรือ Jump Master จะได้คำนวณหาค่าที่เหมาะสมของอุปกรณ์ สำหรับการปล่อยสาย และขนาดของสายที่จะใช้ ที่เรียกว่า Bungy Corde หรือสายยืด จากนั้นก็นั่งลงให้ Jump Master พันขาด้วย Leg Wrap แล้วก็ใช้ Leg Step หรือเชือกพันขา โดยใช้ Pin ตัวเกี่ยวต่อกับ Bungy Corde ที่คำนวณไว้แล้ว อุปกรณ์ที่สำคัญถึงจะมีไม่กี่ชิ้น แต่ก็เน้นความปลอดภัยที่สุด

ท่ากระโดดของบันจี้จัมพ์

-DD คือการดิ่งหรือล้มตัวแบบนิ่งๆ ลงมา

-Forward การกระโดดพุ่งตัวลงมาจากเครน

-Back ward เป็นการหันหลังกระโดด

-Tandom เป็นการกระโดดคู่

และอย่างที่รู้กันว่านิวซีแลนด์นั้นเป็นต้นกำเนิดของกีฬาชนิดนี้ และคงขาดไม่ได้สำหรับสถานที่สวยๆ และสูงๆ ในนิวซีแลนด์ที่เป็นสถานที่ยอดฮิตสำหรับหนุ่มสาวทั่วโลกที่นิยมกีฬาที่ท้าทายชนิดนี้

-สะพานอ็อกแลนด์ฮาร์เบอร์บริดจ์ สูง 40 เมตร

-Sky Tower Sky Jump สูง 192 เมตร

-Rotorua Bungy สูง 43 เมตร

-Mokai Gravity Canyon สูง 80 เมตร

-Nevis Highwire สูง 134 เมตร

ควีนส์ทาว (Queen Town) ถือเป็นสถานที่นัดหมายในการกระโดดบันจี้จัมพ์ของนักโดดส่วนมากเพราะที่เมืองนี้จะ มีจุด ให้กระโดดมากถึง 5 จุด ราคาค่ากระโดดแต่ละครั้ง อยู่ที่ประมาณ 80 – 200 เหรียญ ซึ่งรวมค่าอุปกรณ์ด้วย บางแห่งอาจทีการถ่ายวิดีโอให้คุณด้วย

เดินทางสู่เมืองจ๊อดปูร์ ชมป้อมปราการที่ยิ่งของอินเดีย

ถ้าพูดถึงประเทศอินเดียหลายคนอาจจะคิดถึงแม่น้ำคงคาและดินแดนศักดิ์ของพุทธศาสนาที่มีหลากหลาย ประชาชนของอินเดียมีความเชื่อต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับแม่น้ำสายนี้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว วันนี้จะไม่ขอพาไปที่นั้นแล้ว แต่จะเป็นแนวไปทางประวัติศาสตร์และเมืองที่ผมจะเดินทางไปในครั้งนี้ก็คือนครสีฟ้าหรือเมืองจ๊อดปูร์ โดยเดินทางจากที่สุวรรณภูมิบินตรงมาจ๊อดปูร์เลย เมืองที่ขึ้นชื่อในเรื่องของป้อมปราการที่เก่าแก่และโบราญที่สุดและติดในอันดับ 4 ป้อมปราการที่ใหญ่ที่สุดในอินเดียอีกด้วย หลายคนอาจจะสงสัยแล้วว่าทำไมมีชื่อเรียกเมืองจ๊อดปูร์ ว่านครสีฟ้า ในเมืองนี้มีบ้านที่สร้างติดกันคล้ายกับชุมชนแออัดในบ้านเรานี่แหละครับ ทุกบ้านจะทาสีด้วนสีฟ้ากันเกือบทั้งหมด ถ้าลองขึ้นไปมองบนยอดเขาแล้ว เราจะเห็นความสวยงามของเมืองนี้ได้ดีมาก เมืองนี้แม่อาจจะดูอึดอัดไปสักนิดแต่ก็ถือว่าคุ้มที่ได้มาสัมผัสชีวิตของชาวบ้านที่นี่ คนที่นี่พูดจาดีทุกคน มีมิตรไมตรีที่ดีเยี่ยม จากนั้นเราก็ต้องหาที่พักเพื่อพักผ่อนเสียก่อน เมื่อเริ่มวันต่อไปผมได้เดินทางไปที่ป้อมปราการของเมืองจ๊อดปูร์ มีป้อมปราการอยู่ 1 แห่งที่มีชื่อเรียกว่า ป้อมเมห์รานการห์ ซึ่งเป็นป้อมที่มีสถาปัตยกรรมแบบผสมผสานจากทั่วมารวมอยู่ที่นี่ที่เดียว เป็นป้อมปราการที่ยาวเยียดข้ามเขาประมาณ 125 ลูก ภายในป้อมปราการมีความสวยงามใหญ่โตและโดดเด่นเป็นอย่างมาก ป้อมเมห์รานการห์ ถูกสร้างขึ้นเมืองปี ค.ศ. 1459 เมื่อมีฤาษีทักและแนะนำการสร้างเมืองที่เหมาะสมให้กับมหาราชาจ๊อดธะ พระองค์ได้สร้างเมืองที่จ๊อดปูร์ ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางของอินเดียในยุคสมัยโบราณ ภายในปราสาทยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกมากมายและหลายที่ที่ผมยังไม่เคยได้ไป

อัศจรรย์ไปกับม่อนผานักบุญมิแชล : Mont Saint Michel in France

คนที่ชอบความตื่นตาตื่นใจไปกับวิวที่แปลกตาอยากแนะนำให้รู้จักกับอารามม่อนผานักบุญมิแชลที่มีสถานที่ตั้งที่แปลกตา ซึ่งเราจะเห็นตั้งอยู่กลางน้ำเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่แปลกที่สุดในโลก เหตุผลก็ครั้งก่อนเมื่ออัครเทวทูตไมเกิล หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือมิแชลปรากฎองค์ต่อโอแบร์ต พระราชาคณะหรือบิชอบ ครั้งนั้นอาวรางช์ได้มีบัญชาให้ก่อสร้างสถานที่นี้จุดประสงค์ก็เพื่อ เผยแพร่สอนของพระเจ้าโดยมีเกาะแห่งนี้เป็นที่ตั้ง ในปัจจุบันสถานที่นี้ตั้งอยู่แคว้นบริตตาประเทศฝรั่งเศสหนึ่งในความสวยงามที่ติดอันกับโลก มีการก่อสร้างขึ้นในระหว่างคริสต์ศักราช 1017-1144 แต่เดิมสถานที่นี้เป็นที่ตั้งเก่าของโบสถ์เก่าชื่อ โนเตรอะดาม ซู แตร์ ใช้เวลาในการสร้างเกือบสามศตวรรษ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆในส่วนของสถานที่พักของนักบุญสร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1211-1218 ด้วยเหตุผลที่ว่าสถานที่แห่งนี้มีนักบวชที่มาแสวงบุญเป็นจำนวนนับ 1000   สถานที่ตั้งและรูปทรงการออกแบบนั้นเป็นแบบโกธิคที่ความความสวยงามและโดดเด่นได้บรรยากาศเก่าๆสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ตึกลาแมร์เวย หรือ ยอดมหัศจรรย์ หมู่กุฏิโรงทาน กุฏิโรงรับรอง และเป็นที่เลี้ยงอาหาร มีระเบียง มีการตกแต่งเครื่องประดับมากมายในแบบของโกธิคเพื่อเพิ่มจุดเด่นให้กับจุดนี้ การเดินทางไปก็สามารถทำได้โดยทางเรือ ซึ่งในปัจจุบันก็เปิดให้ชมกันแล้ว คนที่ชอบดูหนังแวมพายอะไรพวกนี้ถ้าไปลงไปเที่ยวชมอารามม่อนผานักบุญมิแชลดูสักครั้งรับรองว่าถูกใจแน่นอน

เที่ยวชมพระราชวังแวร์ซายส์ Palace of Versailles

อีกหนึ่งพระราชวังที่มีความสวยงามที่สุดของประเทศฝรั่งเศส ที่ตั้งอยู่กรุงปารีสอีกหนึ่งสถานที่น่าสนใจของยุโรป โดยสร้างขึ้นสมัยประเจ้าหลุยส์ที่ 14 ของฝรั่งเศสในสมัยนั้นได้สถาปนิกชื่อดังในยุคสมัยนั้นคือ อัลเดรด เลอ นอสเตอร์ เป็นผู้ออกแบบ โดยมีการสร้างตั้งแต่เมื่อปี 2204 ซึ่งใช้เวลาในการสร้างอยู่นานประมาน 30 ปี จนแล้วเสร็จ เพราะความปราณีตในการสร้างและในสมันนั้นไม่ได้มีอุปกรณ์ในการสร้างที่ทันสมัยเหมือนในปัจจุบันจึงใช้เวลานาน โดยคิดเป็นเงินในการสร้างทั้งหมด 500,000,000 ฟรังก์ อีกทั้งต้องใช้คนงานถึง 30,000 คน ถึงจะได้เป็นงานที่สวยงามขนาดนี้ ที่สำคัญทุกส่วนของพระราชวังแห่งนี้ทำจากหินอ่อนสีขาวที่ต้องอาศัยความอดทนในการสร้างเป็นอย่างมากโดยมีความสวยงามติดอันดับโลก ภายในพระราชวังแห่งนี้แบ่งออกเป็นหลายๆห้อง เช่น ห้องสำราญ ห้องเสวย ห้องบรรทม ห้องทรงพระอักษร ห้องโถง ห้องที่ไว้สำหรับออกว่าราชการ ภายในห้องต่างๆของนั้นมีความสวยงามเพราะตกแต่งด้วยเครื่องประดับที่มีมูลค่าสูง และผลงานของนักเขียนนักวาดรูปชื่อดังต่างๆ หลายๆคนที่เข้าไปชมส่วนมากก็จะชอบห้องกระจกที่สุดเพราะห้องนี้ต้องบอกว่าสวยงามที่สุดก็ว่าได้ภายในหิ้งนี้เอาไว้สำหรับลงนามในยุคสมัยที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อฝรั่งเศสเซ็นสัญญาสงบศึกกับฝ่ายเยอรมันหรือนาซีในตอนนั้น อีกครั้งที่ใช้ห้องนี้ก็เมื่อเยอรมันบุกมาตีฝรั่งเศสชนะซึ่งเกิดในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย จากประวัติศาสตร์ทุกครั้งที่เกิดสงครามประเทศฝรั่งเศสมันจะประกาศให้ปารีสเป็นเมืองที่ไม่มีทหารอยู่เลย เพราะเมืองนี้เป็นที่ตั้งของพระราชวังแวร์ซายส์ซึ่งกลัวว่าจะได้รับความเสียหายจากสงครามนั้นเอง ปัจจุบันนั้นเปิดให้เข้าชมและในแต่ละปีจะมีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านคนทุกปี และการที่ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ได้ให้กำเนิดบาคาร่า นักท่องเที่ยวจึงต้องลองมาเสี่ยงโชคที่คาสิโนที่นี่เพื่อความสนุกสนานตื่นเต้นอย่างแน่นอน

เขื่อนฮูเวอร์สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าจดจำ

เขื่อนฮูเวอร์ (Hoover Dam) หรือที่เรียกว่า เขื่อนหินยักษ์ เป็นเขื่อนคอนกรีตขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำโคโลราโด ที่ตั้งอยู่บนเขตของรัฐเนวาดา และรัฐแอริโซนา ในสหรัฐอเมริกา สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) ซึ่งในขณะที่สร้างเสร็จเป็นเขื่อนและโครงสร้างคอนกรีตขนาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก และกลายมาเป็นอันดับสองหลังจากเขื่อนแกรนด์คูลีสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2488 ปัจจุบันเขื่อนฮูเวอร์เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าใหญ่เป็นอันดับที่ 34 ของโลก

เขื่อนฮูเวอร์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ ลาสเวกัส ห่างไปประมาณ 48 กิโลเมตร เขื่อนฮูเวอร์ตั้งชื่อตามประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ (Herbert Hoover) ซึ่งเป็นผู้ผลักดันสำคัญของโครงการเขื่อนตั้งแต่แรก การก่อสร้างเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2474และเสร็จในวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2478 ซึ่งเสร็จก่อนกำหนดถึง 2 ปี การสร้างเขื่อนทำให้เกิดทะเลสาบฝีมือมนุษย์ คือ ทะเลสาบมี้ด (Lake Mead )ตัวเขื่อนสูงถึง 218 เมตร ฐานข้างล่างกว้าง 198 เมตร สันเขื่อนข้างบนกว้าง 13.5 เมตร ยาว 385 เมตร ใช้คอนกรีตเฉพาะสร้างตัวเขื่อน 3,250,000 ลูกบาศก์หลาและส่วนอื่นๆอีก 4,400,000 ลูกบาศก์หลา มีเครื่องทำไฟฟ้าจากน้ำตกรวม 17 เครื่อง ให้กำลังไฟฟ้าถึง 1,835,000 กิโลวัตต์ การสร้างเขื่อนมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันอุทกภัย กักน้ำไว้ใช้ในการกสิกรรม สงวนพันธุ์ปลา สร้างกระแสไฟฟ้าด้วยพลังน้ำ สามารถส่งลังงานไฟฟ้าเพื่อใช้งานให้กับรัฐต่างๆ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมากมายที่มาเยี่ยมชมเขื่อนที่สวยงามแห่งนี้ นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมเขื่อนได้ 2 จุดคือ

-ชมวิวของเขื่อนจาก สะพาน mike o callaghan–pat tillman memorial bridge สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายรูป และไม่ต้องการเดินไกล เพราะจุดนี้สามารถถ่ายรูปได้ทั้งเขื่อน

-เดินทางไปต่อเพื่อไปที่สันเขื่อน ซึ่งระหว่างทางจะมีประวัติศาสตร์ต่างๆ มากมาย รายรอบระหว่างทาง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติ และมีเวลาในการเยี่ยมชมจนถึงท้ายเขื่อน

เที่ยวชมดินแดนแห่งศาสนาพุทธบนเมืองที่สูงที่สุดในโลก

การเตรียมตัวสำหรับเดินทางไปเที่ยวเขตปกครองตนเองของทิเบต ต้องมีความพร้อมเป็นอย่างมากในเรื่องของร่างกายและจิตใจ เพราะถือเป็นจุดสูงสุดของโลกและยังมีอากาศออกซิเจนที่น้อยกว่าพื้นที่รอบเป็นอย่างมาก เราจึงต้องเตรียมความพร้อมเป็นระยะเวลา 1 เดือน วิ่งหรือออกกำลังกายอื่นๆ เพื่อให้ปอดของเราแข็งแรงมากขึ้นพร้อมที่จะไปเผชิญหน้ากับที่สูงได้อย่างเต็มที่ สำหรับคนที่ต้องการจะไปทิเบตต้องปรึกษาแพทย์ให้ดีเสียก่อน โรคที่เป็นกลุ่มเสียงก็คือ โรคหัวใจ บายพัดหัวใจและความดันโลหิต การเดินทางไปทิเบตของเราจะต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่จีนก่อนนะครับ เพราะที่ไทยไม่มีบินตรงไปทิเบต จะไปสถานีไหนก็ได้ดังนี้ คุนหมิง เฉิงตู กวางเจา ปักกิ่ง ฉงชิ่งและซีอาน เพื่อที่จะนั่งเครื่องบินต่อไปยังสนามบินนครลาซาของทิเบตได้ เส้นทางที่ผมอยากแนะก็คือ คุนหมิง เพราะเป็นมณฑลที่ใกล้กับนครลาซามากที่สุดแล้ว คุณสามารถเลือกนั่งรถไฟได้ถ้าคุณกลัวความสูง แต่ต้องนั่งเครื่องบินไปลงที่ซีหนิง มณฑลชิงไห่แล้วนั่งรถไฟต่อเข้าทิเบต แต่ระหว่างทางก็ต้องขึ้นลงเขาไปมา ซึ่งมีความสูง 2000 – 5000 เมตรเลยทีเดียวและทำให้เราเสียเวลาอีกด้วย แต่สำหรับคนที่ต้องการชิมทิวทัศน์ระหว่างทางก็น่าจะเหมาะสมนะครับ เมื่อไปถึงทิเบต ผมก็เข้าโรงแรมเพื่อเก็บของแล้วเดินไปทำบุญไหว้พระกันเลยครับ ที่ทิเบตนับถือศาสนาพุทธกันเกือบทั้งหมด ผมได้ไปที่วัดเซรา ซึ่งมีพระเหมือนบ้านเราแต่ใส่ชุดเป็นสีแดงเข้ม คนทิเบตไม่ได้กราบพระเหมือนเรานะครับ ผมจึงเลือกเดินไปเฉยๆ ครับ จากนั้นได้แวะไปดูพระทำกิจกรรมทางวัด ปรุงยา แล้วก็ไปที่อื่นต่อครับ ที่ที่ผมจะไปต่อก็คือพระราชวังโปตาลา เป็นราชวังเก่าแก่ของทิเบตครับและได้แวะชมดอกไม้งามที่ตำหนักนอร์บุหลิน มรดกของโลกแห่งทิเบต

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญของอิตาลี

ถ้าพูดถึงสนามกีฬากลางแจ้งที่มีประวัติเก่าแก่แล้วต้องนึกถึง Colosseum of Rome ที่อยู่ที่ประเทศอิตาลีอีกจุดหนึ่งที่น่าไปชมความสวยงามมีชื่อเสียงติดอันดับต้นๆของยุโรป Colosseum เป็นอนุสรณ์ที่ใหญ่โตมากของอาณาจักรโรมัน เมื่อนานมาแล้วจุดประสงค์ในการสร้างขึ้นก็เพื่อความบันเทิงของคนโรมัน และบอกถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร อีกในหนึ่งเพื่อได้ใจประชาชนไปครองถูกสร้างขึ้นในยุคที่อาณาจักรโรมันนั้นยิ่งใหญ่ใน พ.ศ.615 ถึง 623 (ค.ศ. ที่ 72 ถึง 80) ส่วนตัวสนามนั้นถูกสร้างออกมาในรูปแบบทรงกลมด้วยอิฐที่มีขนาดใหญ่ มีความสูง 57 เมตร วัดโดยรอบยาว 527 และมีทั้งหมด 4 ชั้นด้วยกันภายในยุโรป Colosseum คาดว่าจุคนได้ 80,000 โดยนับจากอัฒจรรย์และยังมีห้องใต้ดินที่เอาไว้ขังสัตว์หรือนักโทษที่รอเอาไว้สำหรับงานแสดงการต่อสู้ ซึ่งในสมัยนั้นการฆ่าฟันกันในสถานที่นี้ถือเป็นเรื่องธรรมดานักรบหลายคนได้แจ้งเกิดและมีชื่อเสียงในสถานที่นี้ โดยการแสดงจะแบ่งออกเป็นหลายๆรูปแบบ เช่น การต่อสู้ด้วยนักสู้ด้วยกัน การต่อสู้คนกับสิงโตด้วยมือเปล่า และสู้ระหว่างทาสกับทาสด้วยกัน ซึ่งสำหรับใครที่ชอบประวัติศาสตร์ที่มีเรื่องราวที่ยาวนานก็ไม่ต้องดูผ่านจอหนังอีกแล้วเพราะปัจจุบันทางอิตาลีได้เปิดให้ชมแล้ว ค่าเดินทางไปเที่ยวอิตาลีก็ไม่แพงถ้าไปเป็นทัวร์ก็ยิ่งสนุกและถูกกว่าไปคนเดียวอย่างแน่นอนอีกทั้งมีคนแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวสวนค่าเงินของประเทศนี้ใช้เงินยูโร ซึ่งในประเทศนี้ก็หาแลกได้ในหลายๆที่ของสถานที่ท่องเที่ยว ในคาสิโนหรือในโรงแรมต่างๆ

Grand Canyon สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่น่าค้นหา

แกรนด์แคนยอนนั้นถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั่วโลก ที่หลั่งไหลเข้ามาเยี่ยมชมสวรรค์บนดินแห่งนี้ ปีหนึ่งหลายล้านคน แกรนด์แคนยอน (Grand Canyon)ตั้งอยู่ ณ อุทยานแห่งชาติเยลโล สโตน (Yellow Stone) ในรัฐอริโซน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งไข้เวลาเดินทางจาก ลาสเวกัส (Las Vegas) เพียง 3- 4 ชั่วโมงเท่านั้น จึงมีนักท่องเที่ยวจาก ลาสเวกัส เดินทางมาที่นี่เป็นจำนวนมากหลังจากได้เสี่ยงโชคกับบาคาร่าในคาสิโนเรียบร้อยแล้ว เพราะว่าสามารถเดินทางได้สะดวก

แกรนด์แคนยอน ถือว่าเป็นความมหัศจรรย์ทางธรรมที่ได้ชื่อว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ติดอันดับ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก และจากการจัดอันดับนั้นได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก จากสถิติของปีที่ผ่านมามีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวที่นี่ถึง 2 ล้านคน ตามประวัติแล้ว แกรนด์แคนยอน นั้นเกิดจากอิทธิพลของแม่น้ำโคโรลาโด (Corolado) เกิดการกัดกร่อนจากการไหลผ่านทำให้ชั้นหินพังทลาย ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 225 ล้านปี

ในอดีต แกรนด์แคนยอน นั้นเป็นบ้านของชาวอินเดียนแดง ที่ได้สร้างอารยะธรรมอยู่อาศัยกันภายในหุบเขาแห่งนี้ จากการพิสูจน์ของนักโบราณคดี พิสูจน์ได้จากร่องรอยของชนเผ่าที่เคยอาศัยอยู่ภายในผาหินแห่งนี้ได้สลักรูป และภาษาต่างๆ ไว้บนหน้าผาแห่งนี้ พร้อมทั้งร่องรอยของที่อยู่อาศัยที่อยู่ในแนวเขา ในปัจจุบันเราสามารถพบลูกหลานของขนเผ่าอินเดียนแดงที่ในอดีตเคยอาศัยอยู่ที่นี่เช่น อินเดียนแดงเผ่า Hopis, Paiutes, Havasupais, Pueblos เป็นต้น

ปัจจุบัน แกรนด์แคนยอน นั้นมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสกับบรรยากาศของอารยะธรรมโบราณ และธรรมที่น่าอัศจรรย์แห่งนี้ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกที่จะชมวิวในบริเวณ ริมผา ทั้งทางฝั่งเหนือ และทางใต้ของแนวผา ในทางเหนือของแนวผาจะมีความสูงกว่าเล็กน้อยซึ่งจะสามารถสัมผัสได้ถึงอากาศเย็นที่พัดผ่านเข้ามา ซึ่งฝั่งนี้จะเปิดให้เข้าชมได้เฉพาะหน้าร้อนเท่านั้น เพราะในช่วงฤดูหนาวจะมีหิมะตกหนักทำให้ไม่สามารถเปิดให้รับชมได้

อเมซอน ผืนป่าที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกที่บราซิล

อเมซอน ผืนป่าที่ใหญ่ที่สุดโลก ป่าแห่งนี้ถือว่ามีชื่อเสียงในระดับโลกเพราะว่าเป็นป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง และยังมีความหลากหลายของสายพันธุ์มากมายที่อยู่รวมกันที่นี่ทั้งสัตว์บก และสัตว์น้ำ ซึ่งบางชนิดก็มีพิษร้าย ดังนั้นการไปเที่ยวจึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักหากยังศึกษาข้อมูลมาไม่ดีพอ ป่าอเมซอน (Amezon Rivar) ต้นน้ำกำเนิดจากประเทศเปรู ในทวีปอเมริกาใต้ เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในโลกอันดับที่สอง รองจากแม่น้ำไนล์ และยังมีปากแม่น้ำที่กว้าง และมีปริมาณน้ำมากที่สุดในโลกอีกด้วย

ป่าอเมซอนนั้นได้รวบรวมความหลากหลายของธรรมชาติไว้มีการค้นพบสัตว์หลากหลายชนิดกว่า 800,000 สายพันธุ์ และอีก 5 ล้านชนิด อาศัยอยู่ในป่าแห่งนี้ คิดเป็น 30 % ของสายพันธุ์ทั้งหมดบนโลก และในแม่น้ำนั้น ยังพบปลาอีกกว่า 3000 ชนิด และปลาที่เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกก็คือปลา ปลา ปิรันญ่า ปลาน้ำจืดที่ดุร้ายที่สุดในโลกหากตกลงไปไม่ว่าคนหรือสัตว์ก็จะถูกโจมตีทันที แต่ชาวพื้นเมืองในพื้นที่ก็มีวิธีเอาตัวรอดนั่นก็คือ พยายามหยุดเคลื่อนไหวเมื่ออยู่ในน้ำ ภายในเขตป่าอเมซอนนั้นมีการคาดการว่ามีประชากรอาศัยอยู่ถึง 30 ล้านคน

ในการเดินทางไปที่นี่ต้องไปพักที่เมืองที่อยู่ติดกับชายป่านั้นก็คือ ทาบาทิงก้า (Tabatinga) นั้นเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในสามเมืองชายแดนนี้ มีประชากรราวๆ 5 หมื่นกว่าคน แต่หลายคนที่เดินทางเพื่อท่องเที่ยวมักจะเลือก เลทิเซีย (Leticia) เพราะมีราคาที่ถูกกว่า , เดินทางสะดวก และถนนหนทางที่ได้รับการพัฒนาแล้ว เลทิเซีย นั้นจะคึกคักตลอดทั้งกลางวันและคืน และมีกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งวัน นับว่าเป็นอีกที่ท่องเที่ยวหนึ่งสำหรับคนที่ชอบลุยเดินป่า หรือสำรวจโลก เพราะป่าอเมซอนนั้นมีทุกอย่างที่นักเดินทางต้องการแต่จะไม่เหมะกับผู้ที่ชอบการท่องเที่ยวแบบหรูหรา สะดวกสบายเพราะที่นี่จะไม่มีโรงแรม 5 ดาว และก็ไม่มีบ่อนคาสิโนให้สำหรับผู้ที่ชอบเสี่ยงโชคด้วย